เจ็บส้นเท้าด้านหลัง บวมปูด จับแล้วจี๊ด! ... ระวัง "ถุงน้ำเอ็นร้อยหวายอักเสบ" ถามหา

 



เจ็บส้นเท้าด้านหลัง บวมปูด จับแล้วจี๊ด! ... ระวัง "ถุงน้ำเอ็นร้อยหวายอักเสบ" ถามหา

"หมอครับ ผมเจ็บส้นเท้าด้านหลังมากเลยครับ โดยเฉพาะตอนใส่รองเท้าผ้าใบวิ่ง มันจะเสียดสีจนแสบ พอถอดออกมาดู ส้นเท้ามันบวมเป่ง แดงเถือก กดแล้วเจ็บจี๊ดเลยครับ เดินลงน้ำหนักก็ลำบาก ผมเป็นรองช้ำหรือเปล่าครับ?"

อาการแบบนี้... หมอบอกเลยว่า "ไม่ใช่รองช้ำ" ครับ!

ถ้าเป็นรองช้ำ (Plantar Fasciitis) มักจะเจ็บที่ "ฝ่าเท้า" หรือ "ใต้ส้นเท้า" ตอนตื่นนอนก้าวแรก แต่ถ้าเจ็บที่ "ด้านหลังส้นเท้า" (เหนือจุดเกาะเอ็นร้อยหวาย) และมีอาการ "บวม แดง" ชัดเจน แบบนี้ส่วนใหญ่มักเป็น "ถุงน้ำเอ็นร้อยหวายอักเสบ" (Achilles Bursitis) หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Retrocalcaneal Bursitis ครับ

โรคนี้ทรมานใจคนรักการวิ่งและสาวๆ ที่รักรองเท้าสวยๆ มากครับ จะพามาทำความรู้จัก และรู้วิธีจัดการมันครับ

เรื่องเล่าจากคลินิก: น้องเก๋ กับรองเท้าคู่โปรดที่ทำพิษ

น้องเก๋ (นามสมมติ) สาวออฟฟิศวัย 30 ปี เดินกะเผลกเข้ามาหาหมอด้วยรองเท้าแตะ เธอบอกว่า "หมอคะ หนูเพิ่งซื้อคัทชูคู่ใหม่มา ใส่เดินทำงานทั้งวัน เจ็บส้นเท้ามาก นึกว่ารองเท้ากัดธรรมดา เลยแปะพลาสเตอร์ทนใส่ต่อมาอาทิตย์นึง ตอนนี้หลังส้นเท้ามันปูดออกมาเป็นก้อนนิ่มๆ แดงๆ ใส่รองเท้าหุ้มส้นไม่ได้เลยค่ะ เจ็บเหมือนเข็มแทง"

พอหมอใช้อัลตราซาวด์ตรวจดู ก็พบว่าเจ้า "ถุงน้ำ" เล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังข้อเท้าของน้องเก๋ มันอักเสบจนบวมเป่งและมีน้ำขังอยู่ข้างในครับ ต้นเหตุไม่ใช่เชื้อโรค แต่คือ "แรงกดและการเสียดสี" จากขอบรองเท้าที่แข็งเกินไปนั่นเอง

"ถุงน้ำ" ที่ว่า... มันคืออะไร? มาอยู่ตรงนี้ได้ไง?

ร่างกายเราฉลาดครับ ธรรมชาติสร้าง "ถุงน้ำกันกระแทก" (Bursa) เล็กๆ แทรกตัวอยู่ระหว่าง "กระดูกส้นเท้า" กับ "เอ็นร้อยหวาย" หน้าที่ของมันคือ เป็นเบาะรองลื่น ลดแรงเสียดทานเวลาเรากระดกข้อเท้า เดิน หรือวิ่ง เพื่อไม่ให้เอ็นไปถูไถกับกระดูกแข็งๆ โดยตรง

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่...

  1. ใช้งานหนักเกิน: วิ่งเยอะ กระโดดเยอะ
  2. รองเท้าบีบ/แข็ง: ขอบรองเท้าไปกดทับหรือเสียดสีซ้ำๆ บริเวณส้นเท้า
  3. กระดูกงอก: บางคนมีกระดูกงอกที่ส้นเท้า (Haglund’s deformity) ไปทิ่มถุงน้ำจากข้างใน

เจ้าถุงน้ำที่เคยแบนราบ จะเกิดการอักเสบ บวมเป่งขึ้นมา และกลายเป็นความเจ็บปวดทรมานทุกครั้งที่ขยับข้อเท้านั่นเองครับ

อาการแบบนี้... ใช่เลย! (Achilles Bursitis)

ลองสังเกตดูนะครับ ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้

  • เจ็บด้านหลังส้นเท้า: ไม่ใช่ใต้ฝ่าเท้า
  • บวมแดง: เห็นชัดเจนว่ามีก้อนปูดๆ นิ่มๆ หรือแข็งๆ ที่หลังส้นเท้า
  • เจ็บเมื่อใส่รองเท้า: โดยเฉพาะรองเท้าหุ้มส้นที่ขอบแข็งๆ
  • เจ็บตอนกระดกเท้า: เวลาเดินขึ้นบันได หรือเขย่งปลายเท้า
  • จับแล้วอุ่นๆ: บริเวณที่บวมจะรู้สึกอุ่นกว่าผิวหนังรอบๆ (แสดงว่ามีการอักเสบ)

การตรวจวินิจฉัย: แยกให้ขาด ระหว่าง "เอ็น" กับ "ถุงน้ำ"

หมอต้องตรวจละเอียดครับ เพราะการรักษาต่างกัน

  • กดเจ็บ: หมอจะลองบีบที่ด้านข้างของเอ็นร้อยหวาย (เหนือส้นเท้า) ถ้าเจ็บจี๊ด แสดงว่าเป็นที่ถุงน้ำ
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): พระเอกของหมอเก่งอีกแล้วครับ! เครื่องนี้จะช่วยให้เห็นเลยว่า
    • มีน้ำขังในถุงน้ำไหม? (ถุงน้ำอักเสบ)
    • เส้นเอ็นร้อยหวายฉีกหรือเสื่อมสภาพด้วยไหม?
    • มีหินปูนเกาะกระดูกส้นเท้าไหม?

การเห็นภาพชัดเจน ช่วยให้หมอวางแผนรักษาได้ตรงจุด ไม่ต้องเดาครับ

รักษาหายได้... ไม่ต้องผ่าตัด (ถ้ารู้ทัน)

  1. จัดการที่ "รองเท้า" ก่อน (สำคัญที่สุด!):
    • หยุดใส่คู่เดิม: เลิกใส่รองเท้าที่บีบ หรือขอบแข็งทันที
    • เปิดส้น: หันมาใส่รองเท้าแตะ หรือรองเท้าเปิดส้น (Open back) สักพัก เพื่อลดการเสียดสี
    • เสริมส้น: การใช้แผ่นรองส้นเท้า (Heel lift) หนุนให้ส้นสูงขึ้นนิดหน่อย จะช่วยลดแรงตึงของเอ็นร้อยหวาย และลดแรงกดที่ถุงน้ำได้ครับ
  2. ลดการอักเสบ:
    • ประคบเย็น: ถ้าเพิ่งบวมแดงใหม่ๆ ให้ประคบเย็น 15 นาที เพื่อลดบวม
    • ยา: กินยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ตามแพทย์สั่ง
  3. กายภาพบำบัด:
    • ใช้เครื่องอัลตราซาวด์ หรือเลเซอร์ ลดการอักเสบที่ถุงน้ำ
    • ยืดเหยียดเอ็นร้อยหวาย (ทำเมื่อหายเจ็บเฉียบพลันแล้ว) เพื่อลดแรงดึงรั้ง
  4. การฉีดยา (ต้องระวังมาก!):
    • การฉีดสเตียรอยด์เข้าถุงน้ำ ช่วยให้ยุบบวมเร็วมาก แต่... ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และควรใช้ อัลตราซาวด์นำวิถี เท่านั้น!
    • ห้ามฉีดเข้าเส้นเอ็นเด็ดขาด เพราะจะทำให้เอ็นร้อยหวายเปื่อยและขาดได้ครับ (นี่คือเหตุผลที่หมอต้องใช้อัลตราซาวด์เล็งเป้า เพื่อให้ยาเข้าไปในถุงน้ำเป๊ะๆ ไม่โดนเส้นเอ็น)
  5. ผ่าตัด (ทางเลือกสุดท้าย):
    • ถ้ามีกระดูกงอกที่ส้นเท้าทิ่มแทงตลอดเวลา รักษามา 6 เดือนไม่หาย อาจต้องผ่าตัดเอากระดูกงอกและถุงน้ำที่เสียออกครับ (ปัจจุบันผ่าตัดส่องกล้องได้ แผลเล็กนิดเดียว)

"เท้า" คืออวัยวะที่รับน้ำหนักเราทั้งตัวครับ อย่าปล่อยให้รองเท้าสวยๆ แค่คู่เดียว มาทำร้ายเท้าของเราจนเดินไม่ได้ ถ้าเริ่มรู้สึกเจ็บส้นเท้าด้านหลัง ให้รีบเปลี่ยนรองเท้าทันทีครับ อย่าทนฝืน

และถ้ามันบวมแดงขึ้นมาแล้ว อย่าไปนวดแรงๆ นะครับ (เดี๋ยวยิ่งอักเสบ) แวะมาให้หมอตรวจเช็คสักนิด รักษาถูกวิธี หายไว และกลับมาวิ่งฉิวได้แน่นอนครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

#ปวดส้นเท้า #ถุงน้ำเอ็นร้อยหวายอักเสบ #AchillesBursitis #รองเท้ากัด #เอ็นร้อยหวายอักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #DoctorKeng

Comments

Popular posts from this blog

ปวดเอ็นร้อยหวาย (Achilles Tendon Pain) — สาเหตุ อาการ การรักษา และวิธีป้องกัน

ผู้ชายวัย 42 ปี ปวดเอ็นร้อยหวายทั้งสองข้างหลังเล่นฟุตบอล อันตรายไหม ควรรักษาอย่างไร?

เอ็นร้อยหวายอักเสบเรื้อรัง... ภัยเงียบของคนชอบวิ่ง