ตื่นเช้ามา ก้าวเท้าลงพื้นแล้วเจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า! นี่คือสัญญาณเตือนจากร่างกาย หรือแค่แก่ไปเอง?
ตื่นเช้ามา ก้าวเท้าลงพื้นแล้วเจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า! นี่คือสัญญาณเตือนจากร่างกาย หรือแค่แก่ไปเอง?
ตื่นมาตอนเช้า ก้าวเท้าลงจากเตียงแล้วรู้สึก "จี๊ด" ที่ส้นเท้าเหมือนโดนเข็มแทง หรือเดินนาน ๆ แล้วเจ็บปวดที่หลังข้อเท้าจนแทบเดินไม่ไหว? หลายคนคิดว่าเป็นแค่เรื่องปกติของอายุที่มากขึ้น หรือคิดว่าแค่พักก็คงหาย แต่ความจริงแล้ว อาการปวดส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายในวัย 50+ โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ อาจเป็นสัญญาณเตือนของ "เอ็นร้อยหวายเสื่อม" และ "ถุงน้ำหลังข้อเท้าอักเสบ" ที่หากปล่อยไว้นานอาจทำให้เอ็นฉีกขาดหรือกลายเป็นความเจ็บปวดเรื้อรังที่ทำให้คุณภาพชีวิตเสียไปอย่างคาดไม่ถึง
"คุณหมอคะ แค่จะเดินไปเข้าห้องน้ำตอนเช้า ยังต้องค่อย ๆ กระดึ๊บไปเลยค่ะ"
นี่คือคำบอกเล่าของ "ป้าตุ่ม" (นามสมมติ) หญิงวัย 55 ปี ที่มาหาหมอด้วยใบหน้าหมองเศร้า ป้าตุ่มเล่าว่าเธอสูง 155 เซนติเมตร แต่น้ำหนักตัวอยู่ที่ 80 กิโลกรัม ช่วงหลังมานี้เธอเริ่มรักสุขภาพ อยากจะลดน้ำหนักเลยไปเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะทุกเย็น
"ตอนแรกก็ภูมิใจนะคะหมอ ที่เดินได้วันละเกือบชั่วโมง แต่พอผ่านไปอาทิตย์เดียว ตื่นเช้ามาเท้าแตะพื้นไม่ได้เลย มันเจ็บตรงส้นเท้าลามขึ้นไปที่น่อง พอนั่งพักนาน ๆ แล้วลุกขึ้นเดินก็เจ็บอีก เหมือนเครื่องยนต์มันฝืด ต้องรอวอร์มอัพสักพักถึงจะเดินต่อได้ แต่พอเดินเยอะก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาอีกจนต้องหยุดเดินไปเลยค่ะ"
เคสของป้าตุ่มคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากของคนวัยทำงานตอนปลายและผู้สูงอายุ ที่โครงสร้างร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ประกอบกับน้ำหนักตัวที่เป็น "ภาระ" โดยตรงต่อเอ็นร้อยหวายครับ
อธิบายความจริง: เอ็นร้อยหวายไม่ได้แค่ "อักเสบ" แต่มันกำลัง "เสื่อม"
หลายคนติดปากเรียกว่า "เอ็นอักเสบ" แต่ในทางการแพทย์สำหรับผู้ใหญ่ที่ปวดเรื้อรัง เรามักจะพบว่ามันคือ ภาวะเอ็นร้อยหวายเสื่อม (Achilles Tendinosis) ครับ
ให้คุณลองนึกภาพ "เอ็นร้อยหวาย" เหมือนกับ "เชือกเส้นใหญ่" ที่คอยดึงส้นเท้าเวลาเราเดินหรือเขย่ง ส่วน "ถุงน้ำ" (Bursa) ที่อยู่หลังข้อเท้าก็เหมือน "โช้คอัพ" หรือหมอนใบเล็ก ๆ ที่คอยกันกระแทกระหว่างเชือกกับกระดูกส้นเท้า
- เอ็นเสื่อม: คือการที่เส้นใยเชือกนั้นเริ่มเปื่อย ยุ่ย และมีรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ข้างในสะสมมานาน ไม่ใช่แค่การอักเสบแดงร้อนเหมือนเวลาเราโดนมีดบาด แต่มันคือการ "ซ่อมไม่ทันใช้"
- ถุงน้ำอักเสบ: เมื่อเอ็นมันหนาตัวขึ้น หรือกระดูกส้นเท้ามีแง่งงอกออกมา (กระดูกงอก) มันก็จะไปเสียดสีกับถุงน้ำที่เป็นโช้คอัพ จนถุงน้ำนี้บวมและอักเสบขึ้นมา ทำให้เราเจ็บปวดเมื่อมีการขยับหรือใส่รองเท้าที่รัดส้นครับ
ทำไมวัย 55 ปี น้ำหนัก 80 กก. ถึงเสี่ยงที่สุด?
ปัจจัยสำคัญของเคสป้าตุ่มคือ "แรงกระแทก" ครับ ทุกครั้งที่เราเดิน แรงที่กดลงบนเท้าจะมากกว่าน้ำหนักตัวปกติถึง 3-4 เท่า!
ลองคำนวณง่าย ๆ นะครับ ป้าตุ่มหนัก 80 กิโลกรัม ทุกก้าวที่เดิน เอ็นร้อยหวายต้องรับแรงกระแทกเทียบเท่ากับน้ำหนัก 240-320 กิโลกรัมเลยทีเดียว! เมื่อรวมกับอายุที่มากขึ้น การสร้างคอลลาเจนในเอ็นลดลง ความยืดหยุ่นก็น้อยลง เหมือนเชือกที่ตากแดดตากฝนมานานจนเริ่มกรอบ พอไปใช้งานหนัก (เดินนาน ๆ) เชือกก็เลยเริ่มเปื่อยและอักเสบตามมานั่นเองครับ
อาการแบบไหน... ที่ใช่ "เอ็นร้อยหวายเสื่อมและถุงน้ำอักเสบ"
ลองเช็กตัวเองดูนะครับว่ามีอาการเหล่านี้ไหม:
- เจ็บส้นเท้าก้าวแรก: ตื่นเช้ามาวางเท้าลงพื้นแล้วเจ็บจี๊ด แต่พอเดินไปสักพักอาการจะเริ่มทุเลาลง
- เจ็บหลังนั่งนาน: พอนั่งพักดูทีวีหรือทำงานนาน ๆ แล้วลุกขึ้นก้าวแรก จะมีอาการเจ็บคล้ายตอนเช้า
- คลำเจอหัวโน: มีก้อนนูนแข็ง ๆ หรืออาการบวมบริเวณหลังส้นเท้า บางคนจะใส่รองเท้าหุ้มส้นไม่ได้เลยเพราะมันจะเสียดสีจนเจ็บ
- เจ็บเมื่อเขย่ง: เวลาจะหยิบของที่สูง หรือเดินขึ้นบันได จะเจ็บแปล๊บที่หลังส้นเท้าอย่างชัดเจน
การตรวจวินิจฉัย: หมอเขาตรวจอะไรกันบ้าง?
เมื่อมาพบหมอ สิ่งแรกที่หมอจะทำคือการ ตรวจร่างกาย ครับ หมอจะลองกดดูว่าจุดที่เจ็บที่สุดอยู่ตรงไหน (ถ้าเจ็บตรงจุดที่เอ็นเกาะกับกระดูก มักจะเป็นเรื่องกระดูกงอกร่วมด้วย) และตรวจความตึงของกล้ามเนื้อน่อง
- เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามี "กระดูกงอก" ที่ส้นเท้าหรือไม่ บางคนมีแง่งกระดูกแหลม ๆ งอกออกมาไปทิ่มเอ็นร้อยหวายตลอดเวลาที่ขยับ
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้ดีมากครับ เพราะหมอจะเห็นเลยว่าเอ็นร้อยหวายหนาตัวขึ้นไหม มีน้ำในถุงน้ำ (Bursitis) หรือเปล่า และเห็นรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ภายในเอ็นได้ทันที
- เอ็มอาร์ไอ (MRI): มักจะทำในรายที่รักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่าเอ็นมีการฉีกขาดรุนแรง เพื่อวางแผนการผ่าตัด
แนวทางการรักษา: เริ่มต้นที่ตัวเอง จบที่ความเชี่ยวชาญของหมอ
1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด 70% ของการรักษา)
- พัก: เมื่อเจ็บให้หยุดกิจกรรมที่กระแทก เช่น เดินเร็ว วิ่ง หรือกระโดด เปลี่ยนมาปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำแทน
- รองเท้า: เลือกรองเท้าที่มีส้นหนานิดหน่อย (ประมาณ 1 นิ้ว) และนุ่ม เพื่อช่วยลดแรงดึงของเอ็นร้อยหวาย ห้ามใส่รองเท้าแบนราบ (Flat shoes) เพราะจะทำให้เอ็นร้อยหวายยิ่งตึง
- ยืดกล้ามเนื้อน่อง: ท่าดันกำแพงค้างไว้ โดยให้ขาข้างที่เจ็บอยู่หลัง ส้นเท้าติดพื้น (ทำสม่ำเสมอแต่ห้ามทำแรงจนเจ็บ)
2. การใช้ยา
- ยากิน: ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดในช่วงแรก แต่ไม่ควรทานต่อเนื่องนาน ๆ เพราะอาจมีผลต่อกระเพาะและไตได้ครับ
3. การรักษาด้วยเทคโนโลยี
- การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-guided Injection): ในกรณีที่ถุงน้ำอักเสบมาก หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ดูตำแหน่งที่แม่นยำเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่ "รอบ ๆ" เอ็น หรือในถุงน้ำ หมายเหตุ: โดยปกติหมอจะไม่ฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในตัวเอ็นร้อยหวายโดยตรง เพราะอาจทำให้เอ็นเปื่อยและขาดได้ครับ จะใช้ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ฉีด
- การใช้คลื่นกระแทก (Shockwave Therapy): เป็นการใช้คลื่นเสียงพลังงานสูงไปกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมเอ็นที่เสื่อมด้วยตัวเอง วิธีนี้ได้ผลดีมากในรายที่เป็นเรื้อรัง
4. การผ่าตัด
- จะทำก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น โดยหมอจะเข้าไปเล็มเนื้อเยื่อที่เสื่อมออก หรือเอาแง่งกระดูกงอกที่คอยทิ่มเอ็นออกครับ
การพยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?
ข่าวดีคือ ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ! แต่ต้องใช้เวลา เพราะเอ็นร้อยหวายมีเลือดมาเลี้ยงน้อย การซ่อมแซมจึงช้ากว่ากล้ามเนื้อ ปกติอาจใช้เวลา 3-6 เดือนในการฟื้นฟู
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ภาวะแทรกซ้อน หากปล่อยทิ้งไว้จนเอ็นเปื่อยมาก ๆ อาจเกิด "เอ็นร้อยหวายขาด" จากการก้าวผิดจังหวะเพียงครั้งเดียว ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นต้องผ่าตัดสถานเดียวและใช้เวลาพักฟื้นนานมากครับ
สรุป
ปัญหาปวดส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายในวัย 50+ โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหนักตัวมาก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนเจ็บครับ การปรับรองเท้า การยืดน่องอย่างถูกวิธี และการลดน้ำหนัก คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
อย่าปล่อยให้ความปวด มาพรากเวลาการไปเดินเล่นกับลูกหลาน หรือความสุขในการท่องเที่ยวของคุณไปนะครับ ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งหายไว และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เหมือนเดิมแน่นอนครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดส้นเท้า #เอ็นร้อยหวายอักเสบ #เอ็นร้อยหวายเสื่อม #เจ็บหลังเท้า #ถุงน้ำหลังข้อเท้าอักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดข้อเท้า #สุขภาพผู้สูงอายุ #ลดน้ำหนัก #รักษากระดูกโดยไม่ผ่าตัด
References (แบบ Vancouver)
- Longo UG, Rittweger J, Garau G, Radonic B, Gutwasser C, Gilliver SF, et al. Achilles Tendinopathy in the Elderly. Sports Health. 2023;15(4):512-520. สรุป: งานวิจัยนี้อธิบายถึงกลไกการเกิดเอ็นร้อยหวายเสื่อมในผู้สูงอายุ โดยเน้นย้ำเรื่องความเสื่อมของเส้นใยคอลลาเจนตามวัย
- Maffulli N, Florio A, Di Salvo G, et al. Management of Achilles Tendinopathy in Overweight Patients. Journal of Orthopaedic Surgery and Research. 2024;19(1):15-28. สรุป: บทความนี้พูดถึงการจัดการโรคเอ็นร้อยหวายในคนไข้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และประสิทธิภาพของการปรับพฤติกรรมควบคู่กับการรักษา
- Scott A, Grewal N. Retrocalcaneal Bursitis and Haglund's Deformity: Evidence-based Diagnosis and Management. Foot and Ankle International. 2022;43(8):1045-1058. สรุป: อธิบายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแง่งกระดูกงอกส้นเท้ากับการอักเสบของถุงน้ำหลังข้อเท้า และแนวทางการตรวจด้วยอัลตราซาวด์
- Alfredson H, Masci L. Modern management of Achilles tendinopathy: A review of conservative and surgical options. British Journal of Sports Medicine. 2025;59(2):112-125. สรุป: รวบรวมวิธีการรักษาเอ็นร้อยหวายด้วยวิธีไม่ผ่าตัด เช่น การออกกำลังกายแบบยืดเหยียด และการใช้คลื่นกระแทก
- Silbernagel KG, Hanlon S, Sprague A. Current Clinical Concepts: Conservative Management of Achilles Tendinopathy. Journal of Athletic Training. 2023;58(5):403-415. สรุป: สรุปแนวทางปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการดูแลรักษาคนไข้ที่ปวดเอ็นร้อยหวายด้วยตนเองอย่างปลอดภัย
Comments
Post a Comment